033-038-888

รู้มั้ย ? เด็กๆที่เป็นภูมิแพ้  ไซนัส นอนกรน ชอบปวดหู เกิดจาก ต่อมอะดีนอย์โต

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง อารีย์ แสงศิริวุฒิ, แพทย์หญิง นันภกร เหลืองอร่าม 2026-05-13 09:47:00

รู้มั้ย ? เด็กๆที่เป็นภูมิแพ้  ไซนัส นอนกรน ชอบปวดหู เกิดจาก ต่อมอะดีนอย์โต

 

enlightened รู้มั้ย? เด็กที่เป็นภูมิแพ้ ไซนัส นอนกรน หรือชอบปวดหูบ่อย ๆ อาจมีสาเหตุมาจาก “ต่อมอะดีนอยด์โต” 

หลายคนอาจคิดว่าอาการคัดจมูก หายใจเสียงดัง นอนอ้าปาก หรือปวดหูในเด็กเป็นเรื่องปกติ แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของ “ต่อมอะดีนอยด์โต” ที่ส่งผลต่อการหายใจ การนอน และสุขภาพโดยรวมของลูกน้อยได้

ในคลิปนี้จะพาไปรู้จัก
✔ ต่อมอะดีนอยด์คืออะไร?
✔ อาการแบบไหนที่พ่อแม่ควรสังเกต
✔ ความสัมพันธ์กับภูมิแพ้ ไซนัส และหูอักเสบ
✔ วิธีรักษาและแนวทางดูแลเด็กอย่างถูกต้อง


--------------
ขอขอบคุณข้อมูล
- พญ.นันภกร เหลืองอร่าม 
โสต ศอ นาสิกวิทยา 
- พญ.อารีย์ แสงศิริวุฒิ 
กุมารแพทย์สาขาภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา 

 

หากลูกมีอาการนอนกรน หายใจไม่สะดวก หรือป่วยเป็นหวัดเรื้อรัง อย่ามองข้าม เพราะอาจกระทบต่อพัฒนาการและคุณภาพการนอนของเด็กได้ 

กด Like  กด Subscribe  และแชร์คลิปนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นได้รู้ทันสุขภาพลูกน้อยกันนะคะ

 

#ต่อมอะดีนอยด์โต #นอนกรนในเด็ก #ภูมิแพ้เด็ก #ไซนัสเด็ก #ปวดหูในเด็ก #สุขภาพเด็ก #คุณแม่มือใหม่ #โรคเด็ก





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ